อัตราการเต้นของหัวใจสูงขณะวิ่ง?
ลองใช้ 4 วิธีนี้ที่มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ
ควรวอร์มร่างกายให้ดีก่อนวิ่ง
การวอร์มร่างกายเป็นส่วนสำคัญของการวิ่ง
มันไม่ได้แค่ช่วยป้องกันการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาเท่านั้น
นอกจากนี้ยังช่วยให้การเปลี่ยนจากสภาวะหยุดนิ่งไปสู่สภาวะเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างราบรื่นยิ่งขึ้น
การวอร์มอัพที่ดีควรประกอบด้วยการยืดเหยียดแบบไดนามิกและการออกกำลังกายที่มีแรงกระแทกต่ำ
เช่น การเล่นกายกรรมแบบอิสระง่ายๆ และการวิ่งเหยาะๆ
วิธีนี้จะค่อยๆ ปลุกกล้ามเนื้อและช่วยให้การไหลเวียนโลหิตในร่างกายดีขึ้น
ควรหลีกเลี่ยงภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติที่เกิดจากการเพิ่มภาระของระบบหัวใจและปอดอย่างฉับพลัน
วิธีการและทักษะ
การควบคุมจังหวะการวิ่ง โดยเฉพาะความถี่ของก้าววิ่ง เป็นกุญแจสำคัญในการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับที่นำไปใช้ได้จริง
เพิ่มความถี่ในการก้าวเดิน: การพยายามเพิ่มความถี่ในการก้าวเดินให้เป็น 160-180 ก้าวต่อนาที จะช่วยลดแรงกระแทกจากแต่ละก้าวและลดอัตราการเต้นของหัวใจได้
ลดความยาวก้าวเดิน: การควบคุมความยาวก้าวเดินจะช่วยลดแรงกระแทกต่อร่างกายที่เกิดจากก้าวเดินที่ยาวเกินไป ซึ่งจะช่วยลดอัตราการเต้นของหัวใจได้
เพิ่มความถี่ในการก้าวเดิน: การพยายามเพิ่มความถี่ในการก้าวเดินให้เป็น 160-180 ก้าวต่อนาที จะช่วยลดแรงกระแทกจากแต่ละก้าวและลดอัตราการเต้นของหัวใจได้
โปรดจำไว้ว่า จุดประสงค์ของการวิ่งคือการมีสุขภาพที่ดี
ไม่ใช่ความเร็ว
โดยการกำหนดจังหวะการวิ่งของคุณ
เราสามารถรักษาอัตราการเต้นของหัวใจให้คงที่ได้ในเวลาเดียวกัน
สนุกกับการวิ่ง
ควบคุมจังหวะการหายใจ
การหายใจเป็นวิธีการสำคัญในการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ
วิธีการหายใจที่ถูกต้องสามารถช่วยให้เราควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจได้ดีขึ้น
การหายใจด้วยหน้าท้อง: การหายใจลึกๆ เกิดขึ้นได้จากการขยายและหดหน้าท้อง แทนที่จะพึ่งพาการหายใจด้วยหน้าอกเพียงอย่างเดียว
จังหวะการหายใจ: ลองใช้จังหวะ "สองก้าว หายใจหนึ่งครั้ง สองก้าว หายใจหนึ่งครั้ง" เพื่อให้การหายใจสม่ำเสมอและคงที่
การหายใจอย่างถูกวิธีไม่เพียงแต่จะช่วยให้ร่างกายใช้ออกซิเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ยังช่วยควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การวิ่งของเราง่ายขึ้นด้วย
ใช้การฝึกแบบช่วงเวลา
การฝึกแบบอินเตอร์วัลเทรนนิ่งเป็นวิธีควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งช่วยปรับปรุงการทำงานของระบบหัวใจและหลอดเลือด โดยการสลับการออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูงและต่ำ:
การออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นสูง: วิ่งเร็วเป็นเวลา 30 วินาทีถึง 1 นาที ที่ระดับอัตราการเต้นของหัวใจ 80-90% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด
การออกกำลังกายที่มีความเข้มข้นต่ำ: ตามด้วยการวิ่งเหยาะๆ หรือเดินเร็ว 1-2 นาที เพื่อให้หัวใจเต้นกลับสู่ภาวะปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ในการควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจขณะวิ่ง สายรัดหน้าอกสำหรับวัดอัตราการเต้นของหัวใจเป็นอุปกรณ์เสริมที่สำคัญ
วิธีการทำงาน: สายรัดข้อมือวัดอัตราการเต้นของหัวใจจะคำนวณอัตราการเต้นของหัวใจโดยการตรวจจับสัญญาณไฟฟ้าอ่อนๆ ที่เกิดจากหัวใจในแต่ละจังหวะการหดตัว ผ่านอิเล็กโทรดที่ฝังอยู่ในหน้าอก
การวัดนี้ถือว่ามีความแม่นยำสูง เพราะสะท้อนการทำงานของหัวใจโดยตรง
วิธีใช้:
ก่อนสวมสายรัดวัดอัตราการเต้นของหัวใจ แนะนำให้ชุบอิเล็กโทรดด้วยน้ำเล็กน้อย เพื่อเพิ่มการนำไฟฟ้าและช่วยให้ส่งสัญญาณได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น
ควรสวมสายวัดอัตราการเต้นของหัวใจไว้ใต้กระดูกอกโดยตรง ตรวจสอบให้แน่ใจว่าสายแนบสนิทกับผิวหนัง การสวมในตำแหน่งที่สูงหรือต่ำเกินไปอาจทำให้การวัดไม่แม่นยำ
ในระหว่างการออกกำลังกาย ระบบจะสังเกตการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลอัตราการเต้นของหัวใจแบบเรียลไทม์ และปรับความเข้มข้นของการออกกำลังกายได้ทันท่วงที
การใช้สายรัดหน้าอกตรวจวัดอัตราการเต้นของหัวใจ ช่วยให้เราสามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของอัตราการเต้นของหัวใจได้อย่างแม่นยำยิ่งขึ้น จึงสามารถควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจขณะวิ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้การออกกำลังกายปลอดภัยและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
วันที่โพสต์: 5 พฤศจิกายน 2024